ในคืนสุดท้ายของค่ายฤดูร้อน ความเป็นวัยรุ่นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องขณะยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางลูกค่ายกลุ่มหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งในกลุ่มพูดเยาะเย้ยฉัน ฉันรู้สึกแย่จึงวิ่งกลับไปที่เต็นท์ โดยแกล้งทำเป็นหลับเมื่อหัวหน้ากลุ่มแวะมาดู เช้าวันรุ่งขึ้นฉันหลีกเลี่ยงการที่เธอพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้
ต่อมาเธอเขียนข้อความถึงฉัน ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงห่วงใยฉันจริงๆ เธออ้างอิงคำพูดของอัครทูตเปาโลที่ให้เรา “แน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) ฉันรู้สึกว่าถ้อยคำของเปาโลนี้พูดกับฉันโดยตรง
เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้า เพื่อหนุนใจให้พวกเขาหยั่งรากลงในความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อกันและกัน “พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง” (ข้อ 9) พระเจ้าจะยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในพวกเขาและผ่านทางพวกเขาต่อไป โดยจะทรงเติมเต็มพวกเขาด้วย “ผลของความชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ในตอนนั้นฉันไม่เข้าใจบริบทดั้งเดิม แต่ฉันเริ่มเข้าใจว่าตัวตนของฉันในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงรักนั้น เกิดจากการรู้จักและยอมรับความรักของพระเยซู
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรารับความรักของพระองค์และบริบูรณ์ด้วยความรักนั้นมากยิ่งขึ้นๆ ขณะเมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยความยินดีและสันติสุขของพระองค์ เราก็จะเติบโตในความรู้ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจอันประเสริฐของพระองค์ในตัวเราด้วย
ลอนดอนเป็นมหานครที่มีพลเมืองหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้คนจากทั่วโลกมาอยู่รวมกันอาจนำมาซึ่งความมั่งคั่งบริบูรณ์ รวมไปถึงอาหารที่น่าทึ่งและความท้าทายต่างๆ ตัวอย่างเช่น ฉันรู้สึกเสียใจที่เพื่อนจากประเทศหนึ่งในยุโรปรู้สึกว่าได้รับการเคารพน้อยที่สุดในลอนดอน เพราะประเทศของพวกเขาเพิ่งได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ไม่นาน พวกเขารู้สึกว่าถูกมองข้าม ถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวปัญหา และไม่พอใจกับงานที่ได้รับ
เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงลำเอียง เราก็ไม่ควรลำเอียงเช่นกัน พระองค์ทรงทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างผู้คนลง เราเห็นพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในนิมิตของเปโตรขณะที่ท่านกำลังอธิษฐานอยู่บนหลังคา และเปโตรได้รับการทรงเรียกให้ทำพันธกิจกับโครเนลิอัสซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าทรงช่วยให้เปโตรคิดทบทวนในกฎของชาวยิวที่ไม่ให้คบหาสมาคมกับคนต่างชาติ อัครทูตเชื่อฟังและไปที่บ้านของโครเนลิอัสเพื่อแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใดแต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กจ.10:34-35)
ผู้ที่ติดตามพระเยซูนั้นได้รับการทรงเรียกให้รักและรับใช้ทุกคนซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระคริสต์ ส่วนหนึ่งของพันธกิจนั้นก็คือการไม่แสดงความลำเอียงต่อผู้คนจากบางประเทศหรือผู้ที่มีสีผิวบางสี ให้เราเรียนรู้ที่จะแสวงหาความยุติธรรมและปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงตามที่พระเจ้าทรงนำเรา (อสย.1:17)
นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสารของกองทัพเรือสหรัฐและเรือลำอื่นๆในมหาสมุทรแอตแลนติก จะได้ยินเสียงดนตรีและคำปราศรัยที่ออกอากาศทางวิทยุเป็นครั้งแรกในคืนก่อนวันคริสต์มาสในปี ค.ศ. 1906 แทนการส่งเป็นรหัสสัญญาณอย่างที่ใช้กันเป็นประจำ พวกเขากลับได้ฟังเรจินัลด์ เฟสเซนเด็นเดี่ยวไวโอลินเพลงคริสต์มาสชื่อ “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ” เฟสเซนเด็นจบการแสดงออกอากาศด้วยการกล่าวประโยคที่เป็นคำสรรเสริญของเหล่าทูตสวรรค์ที่ว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด!” (ลก.2:14) ผู้ฟังคงตกตะลึงกับเสียงดนตรีที่เร้าอารมณ์และคำสรรเสริญในเรื่องการประสูติของพระเยซู
คนกลุ่มแรกที่ประหลาดใจกับการประสูติของพระเยซูคือ คนเลี้ยงแกะซึ่งมีงานประจำในการเฝ้าฝูงแกะของตนในเวลากลางคืน จากนั้นทูตสวรรค์ก็ปรากฏตัวขึ้น เปล่งประกายด้วยพระสิริของพระเจ้าและทำให้คนเลี้ยงแกะตกใจกลัว ทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่าอย่ากลัวเลย และประกาศว่า “เรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ข้อ 10-11) คนเลี้ยงแกะจึงละทิ้งแกะของตนไว้เพื่อออกไปสืบหาตามคำบอกเล่าของทูตสวรรค์ และพบทารกนอนอยู่ในรางหญ้าจริงตามคำบอกนั้น (ข้อ 16, 20)
คนเลี้ยงแกะตอบรับข่าวประเสริฐนี้ด้วยความยินดียิ่ง ขอให้เรามีความชื่นชมยินดีและแบ่งปันเรื่องราวอันอัศจรรย์แห่งการประสูติและชีวิตของพระเยซูเช่นกัน
ในการเฝ้าเดี่ยวแต่ละวัน จูลี่เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงจากพระวจนะ “เมื่อฉันร้องเพลง จิตใจและความคิดของฉันเริ่มที่จะทำ และเชื่อในสิ่งที่ฉันร้อง!” ด้วยการออกเสียงพระดำรัสของพระเจ้าในเพลง จูลี่ต้องการให้ความจริงของพระองค์เปิดเผยสิ่งที่เธอไม่ชอบในตัวเอง เช่น เสียงและความสูงของเธอ
เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มร้องจากเพลงซาโลมอน 1:5 ‘ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ’” (ในวัฒนธรรมของชาวอกาเรีย ผู้หญิงผิวสีแทนเพราะแดดถูกมองว่าไม่สวย) เมื่อร้องด้วยพระวจนะตอนนี้ พระเจ้าทรงเปลี่ยนความคิดของเธอ เธอเข้าใจในทันทีว่า “พระเจ้ารักฉันแม้ว่าฉันจะไม่สมบูรณ์แบบ”
จูลี่ร้องเพลงจากบทกวีอันไพเราะซึ่งอยู่ในพระธรรมหมวดปัญญาจากพันธสัญญาเดิม บางคนแปลความเพลงซาโลมอนว่าเป็นเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ แต่หลายคนมองว่าเป็นการเฉลิมฉลองความรักของคู่สมรส เมื่อเราได้เห็นความงดงามแห่งการอุทิศทุ่มเทซึ่งกันและกันของคู่รักนี้ เราก็กล่าวถ้อยคำเดียวกับผู้ที่เป็นเพื่อนในพระธรรมตอนนี้ได้ว่า “เราจะเต้นโลดและเปรมปรีดิ์ในตัวเธอ เราจะพรรณนาถึงความรักของเธอให้ยิ่งกว่าเหล้าองุ่น” (ข้อ 4)
แต่เมื่อเราแปลความถ้อยคำเก่าแก่เหล่านี้ เราก็เห็นเช่นเดียวกับจูลี่ได้ว่าพระเจ้าทรงปีติยินดีในคนที่พระองค์ทรงเลือก ดังที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมว่า “เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเราและได้รับเกียรติ และเรารักเจ้า” (อสย.43:4)
ในระหว่างการโจมตีทางอากาศเหนือกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ระเบิดได้ทำลายคลังสินค้าแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิหารเซนต์ปอล เมื่อบิดดี้ แชมเบอรส์ได้รับข่าวว่าหนังสือของออสวอลด์ แชมเบอรส์จำนวน 40,000 เล่มที่เก็บไว้ที่นั่นเสียหายหมด โดยที่เธอเป็นผู้รวบรวมและแก้ไขแต่ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เธอวางถ้วยชาลงและพูดกับลูกสาวว่า “พระเจ้าทรงใช้หนังสือเหล่านั้นเพื่อพระเกียรติของพระองค์ แต่ตอนนี้มันจบแล้ว เราจะรอดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรต่อไป”
บางทีบิดดี้อาจกำลังคิดถึงสิ่งที่ออสวอลด์สามีผู้ล่วงลับของเธอได้เขียนไว้เมื่อตอนต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเขียนไว้ว่าพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกถึง “วิบัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น พวกเขาจะได้ “ไม่หวาดกลัว” เพราะพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขา
พระเยซูตรัสกับบรรดาสหายของพระองค์ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขามีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระบิดาของพระองค์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทนต่อการทดลองและความท้าทายที่พวกเขาจะต้องเผชิญได้
ความมั่นใจอย่างเงียบๆในพระเจ้าของบิดดี้ทำให้เธอผ่านมันมาได้ และในที่สุดหนังสือเหล่านั้นก็ถูกพิมพ์ซ้ำและกลายเป็นหนังสืออมตะสำหรับหลายชั่วอายุคน เราเองก็สามารถมีกำลังใจและความหวังได้ จากพระสัญญาของพระเยซูที่ว่าพระองค์ได้ชนะโลกแล้ว เรารู้ว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา (14:18) และจะประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 27) ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรก็ตาม
ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เราชอบเดินไปตามทางที่พระเยซูทรงดำเนิน เวลานี้ฉันจินตนาการได้ง่ายขึ้นถึงทิวทัศน์และเสียงต่างๆ เมื่อครั้งพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ในโลก แต่การปีนขึ้นลงบนพื้นหินขรุขระตามคริสตจักรต่างๆ และตามชนบทก็ฝากร่องรอยไว้ นั่นคือฉันกลับบ้านด้วยอาการปวดเข่า แต่ความไม่สบายกายของฉันนั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเดินทางเมื่อหลายศตวรรษก่อน คนเหล่านั้นไม่เพียงปวดเมื่อยร่างกายเท่านั้น แต่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กระทั่งถึงแก่ความตาย แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา
พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้ติดตามพระองค์และเชื้อเชิญให้อาศัยอยู่ใน “แผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง...ที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (อพย. 3:8) ทรงรู้ว่าเมื่อพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินที่ทรงสัญญาไว้ พวกเขาจะพบกับอันตรายจากกองทัพศัตรู และอุปสรรค เช่น เมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ พระเจ้าสถิตกับพวกเขามาแล้วสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดาร และจะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขาในเวลานี้ พระองค์สัญญากับโยชูวาผู้นำคนใหม่ว่า “เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ยชว.1:5) โยชูวาอาจจะเผชิญอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ ท่านจึงจำเป็นต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่พระเจ้าจะทรงช่วยให้ท่านเป็นดังนั้น
พวกเราที่เชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเราจะถูกเรียกให้อยู่หรือไปที่ใด เราก็จะเผชิญกับอันตราย อุปสรรคและความทุกข์ยากในชีวิตนี้ แต่เรายึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าผู้ไม่มีวันทอดทิ้งเราได้ เพราะพระองค์เราจึงเข้มแข็งและกล้าหาญได้เช่นกัน
ฉันเข้าชมงานแสดงเปิดตัวพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ในเมืองนิวยอร์กด้วยความอยากรู้ แต่ก็คอยควบคุมความรู้สึกของตัวเองไว้ด้วย แต่เมื่อเข้าไปในส่วนจัดแสดงด้านในซึ่งผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ได้ปิดกั้นไว้อย่างชาญฉลาดไม่ให้เด็กๆและคนที่ไม่พร้อมจะเห็นภาพที่สะเทือนใจความรู้สึกก็เปลี่ยนไป เมื่อฉันเห็นเรื่องราวแห่งความสูญเสียและโศกเศร้าซ้ำๆ คลื่นแห่งการคร่ำครวญก่อตัวขึ้นในตัวฉัน
เมื่อเราเห็นหรือนึกถึงการทำลายล้างและความเจ็บปวดเช่นนั้น เราก็สามารถคร่ำครวญร่วมกับคนเหล่านั้นที่ระบายความทุกข์ใจต่อพระเจ้า สิ่งนี้รวมถึงถ้อยคำแห่งการทนทุกข์ที่พบในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ ซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เขียนขึ้นหลังกรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ในบทกวีที่เขียนอย่างกระชับนี้ ท่านได้ระบายความเสียใจและความโศกเศร้าจากความเจ็บปวดของประชากรของพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทอดพระเนตรเพราะข้าพระองค์มีความทุกข์ จิตใจของข้าพระองค์มีความทุรนทุราย จิตใจของข้าพระองค์ยุ่งเหยิง” (พคค.1:20) แต่ท่านยังมองว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุด และรู้ว่าพระองค์เท่านั้นสามารถจัดการกับความบาปและการทำลายล้าง “ขอให้บรรดาการชั่วของเขาทั้งหลาย มาปรากฏต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 22)
การร้องต่อพระเจ้าด้วยความจริงใจเช่นนี้ช่วยให้เราต่อสู้กับความเจ็บปวดอันโหดร้าย ดังเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 หรือความชั่วร้ายใดๆในปัจจุบัน เรามุ่งมองไปที่พระเจ้าเพื่อทูลขอความช่วยเหลือ ความหวัง การปลอบประโลม และความยุติธรรม
โจเซฟิน บัตเลอร์ ภรรยาของผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียงได้กลายมาเป็นนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีที่มักถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมว่าเป็น “ผู้หญิงกลางคืน” ซึ่งสังคมมองว่าเป็น “คนที่ไม่มีใครต้องการ” ด้วยแรงกระตุ้นจากความเชื่ออันเข้มแข็งในพระเจ้า เธอต่อสู้เป็นเวลาหลายปีเพื่อต่อต้านกฎหมายโรคติดต่อของอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1860 ที่บังคับให้ผู้หญิงต้องเข้ารับการตรวจ “ทางการแพทย์” ที่เจ็บปวดและเป็นการรุกล้ำทางร่างกาย
ในปีค.ศ. 1883 ระหว่างการอภิปรายร่างกฎหมายในรัฐสภาเพื่อจะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ เธอได้ร่วมอธิษฐานกับกลุ่มสตรีในเวสต์มินสเตอร์ เธอรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็น “สตรีที่แต่งตัวซอมซ่อและน่าสงสารที่สุดจากสลัม” เคียงข้างกับ “สตรีชั้นสูง” ทุกคนร้องไห้และทูลขอการปกป้องจากพระเจ้าในความเสี่ยงนี้ และพวกเธอก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายนั้น
การเรียกร้องของโจเซฟินเพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างยุติธรรมนั้นสะท้อนคำพูดของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ผู้สื่อสารข้อความพระเจ้าไปยังกษัตริย์ที่ชั่วร้าย เยเรมีย์กล่าวว่า “จงกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ” และ “อย่าได้กระทำความผิดหรือความทารุณแก่ชนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย” (ยรม.22:3) พระเจ้าทรงต้องการปกป้องผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตนเองจากผู้มีอำนาจ
พระเจ้าทรงกระตุ้นเราให้กระทำการบางอย่างได้เช่นกัน ทรงช่วยให้เรามองเห็นถึงความไม่เท่าเทียม เป็นปากเป็นเสียงและต่อต้านความไม่เท่าเทียมนั้น พระองค์ผู้ทรงเกลียดการข่มเหงจะเสริมกำลังเราให้สนับสนุนความยุติธรรมและปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
เมื่อฮันนาห์ลูกสาวของรอยสตันมีภาวะเลือดออกในสมองที่ส่งผลให้เธอไม่รู้สึกตัว เขาและครอบครัวอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายเดือนแห่งการรอคอย พวกเขายึดกันและกันและยึดพระเจ้าไว้ ความเชื่อของครอบครัวได้ถูกปลุกขึ้นดังที่รอยสตันสะท้อนว่า “ผมไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ขนาดนี้มาก่อน” ในการทดสอบอันทรหดนั้น พวกเขาได้รับ “ความเชื่อที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่เพื่อจะยืนหยัดในการอธิษฐาน” ดังเช่น “หญิงม่ายในลูกา 18”
รอยสตันพูดถึงเรื่องเล่าของพระเยซูเกี่ยวกับหญิงม่ายผู้แสวงหาความยุติธรรมจากผู้พิพากษา ซึ่งพระองค์ต้องการจะบอกว่า “คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” (ลก.18:1) หญิงคนนี้ไปพบผู้พิพากษาบ่อยครั้งจนเขารำคาญใจและยอมในที่สุด พระองค์เปรียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับผู้พิพากษาที่ไม่ใส่ใจว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ” (ข้อ7)
แม้เรื่องที่พระคริสต์เล่าจะเกี่ยวกับผู้พิพากษาที่ไม่ยุติธรรม แต่สมาชิกครอบครัวรู้สึกถึงการกระตุ้นให้อธิษฐานเผื่อฮันนาห์ ทูลขอต่อพระเจ้าผู้ทรงห่วงใยและยุติธรรมอย่างแท้จริงให้ทรงช่วยเหลือและปลดปล่อย พวกเขาพบว่าตัวเองถูกนำเข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งกว่าครั้งใด “ขณะที่เราแสวงหาพระเจ้า...มันเหมือนกับว่าเป็นเราเองที่กำลังตื่นขึ้นจากการนอนหลับ” หลายเดือนผ่านไป ฮันนาห์ฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าและกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ
เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงได้ยินคำทูลขอของเราและทรงตอบเราตามพระคุณของพระองค์ พระองค์เชื้อเชิญให้เราร้องทูลต่อพระองค์ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน